### คำย่อและความหมาย หมวด เศรษฐกิจ ทั่วโลก ###

FED คือ ธนาคารกลางสหรัฐฯFed ย่อมาจาก Federal Reserve Bank

ECB คือ ธนาคารกลางยุโรป ย่อมาจาก European Central Bank

BOJ คือ ธนาคารกลางญี่ปุ่น ย่อมาจาก BOJ Bangk of Japan

PBOC หรือ PBC คือ ธนาคารกลางจีน ย่อมาจา The People’s Bank of China

Fiscal Cliff คือ ปัญหาทางการคลังสหรัฐฯ หรือหมายถึง การตัดลดการใช้จ่ายด้านการคลัง หรือที่เรียกว่าหน้าผาการคลัง

FOMC คือ คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ย่อมาจากFederal Open Market Committee

QE ย่อมาจาก Quantitative Easing ความหมายคือเป็นนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการตรึงดอกเบี้ยต่ำและอัดฉีดเงินเข้าระบบด้วยการกว้านซื้อพันธบัตรรัฐบาลและตราสารภาครัฐอื่นๆ

QE3 คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ โดยการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเงินรอบที่ 3

———————————————————————

### ลำดับความสำคัญและความหมายของข่าวเศรษฐกิจ ###

1. Non farm Payrolls

Non-Farm payroll การจ้างงานนอกภาคเกษตร ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเดือนละหนึ่งครั้งจะเกิดขึ้นในวันศุกร์ สัปดาห์แรกของเดือน ข่าวนอนฟาม Non-Farm payroll นี้จะ รายงานตัวเลขการจ้างงานทั้งหมดของคนงานสหรัฐในธุรกิจต่างๆ

2. Unemployment Rate
หมายถึง ตัวเลขอัตราการว่างงาน ตัวเลขดังกล่าวจะสะท้อนเศรษฐกิจได้ดี

3. Trade Balance
Trade Balance หมายถึง ดุลการค้า คือผลต่างระหว่างมูลค่าการส่งออกสินค้าและมูลค่าการนำเข้า ใน แต่ละปี Trade Balance โดยปกติประกาศทุกวันที่ 20 ของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของ 2 เดือนก่อนหน้านี้ โดยการประกาศจะบอกให้รู้ถึงทิศทางของการส่งออกและการนำเข้า ซึ่งตัวเลข Trade Balance จะสามารถคาดคะเนตัวเลข GDP ในอนาคตได้

4. GDP ( Gross Domestic Production )

Gross Domestic Product หมายถึง ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นภายในประเทศในระยะเวลาหนึ่งโดยไม่สนใจว่าทรัพยากรที่ใช้การผลิตสินค้าและบริการเหลานั้นจะเป็นทรัพยากรของพลเมืองในประเทศหรือเป็นของชาวต่างประเทศตรงกันข้าม หากทรัพยากรของพลเมืองในประทศไปทำการผลิตในต่างประเทศก็จะไม่นับรวมในผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ

5. PCE Price Deflator ( Personal ConsumptionExpenditure)

ดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งวัดได้จากการใช้จ่ายส่วนบุคคล

6. CPI ( Consumer Price index )
ดัชนีผู้บริโภค คือการวัดการเปลี่ยนแปลงทางด้านราคาของสินค้าและบริการที่ใช้ในการบริโภค…ดัชนีผู้บริโภค จะเป็นดัชนีตัวหนึ่งที่ที่มีประโยชน์มากที่ชี้ให้เราเห็นว่า ในขณะนี้ค่าครองชีพ (Cost of living)สูงกว่าหรือต่ำกว่าจากเดือนที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากเดือนที่ผ่านมาเท่าไหร่ บริษัทจะต้องเพิ่มหรือลดราคาสินค้า

7. TICS ( Treasury International Capital System)

TIC จะรวบรวมข้อมูลของ US เพื่อดูว่าการลงทุนของคน US และ คนต่างชาติเป็นอย่างไรบ้างโดยหากข้อมูล TICS เป็นตัวเลขที่สูงจะหมายถึงเศรษฐกิจของ US ที่แข็งแกร่งซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

8. FOMC ( Federal open Market committee meeting)

การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ ประชุม Fed เรื่องของอัตรา ดอกเบี้ยการปรับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น ดอกเบี้ยลดลงค่าเงินออ่นลงเช่นกัน

9. Retail Sales

ยอดขายปลีก ทุกวันที่ 13 ของเดือนซึ่งจะเป็นข้อมูลของเดือนที่แล้ว โดยจะวัดจากใบเสร็จของการค้าปลีกซึ่งโดยปกติจะมองในภาพของสินค้า ซึ่งจะไม่สนใจเรื่องของบริการ และอื่น ๆ(เช่นพวกค่าเบี้ยประกัน หรือค่าทนาย) Retail Sales ที่ไม่รวมการซื้อรถ จะเรียกว่า Core RetailSales โดยการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขการขายจะหมายถึงราคาที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้หมายถึงความต้องการซื้อที่ลดลง การที่ตัวเลข Retail Sales มีตัวเลขที่สูงหมายถึงเศรษฐกิจที่ดีและแข็งแกร่งซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

10. Univ. Of Michigan Consumer Sentiment Survey

ดัชนีความเชื่อมั่น ผู้บริโภค ออก ทุกวันศุกร์ที่สองของเดือนโดย Michigan Index จะเปรียบเทียบระหว่างดัชนีสองตัวคือ สิ่งที่คาดหวังและ สิ่งที่เป็นไปจริง ๆ ถ้าสิ่งที่คาดหวังไว้และสิ่งที่เป็นจริงมีค่าใกล้เคียงกันหมายถึงเศรษฐกิจเป็นไปในแนวทางเดียวกับที่หวังไว้ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

11. PPI ( Producer Price Index )

ดัชนีราคาผู้ผลิต ออก วันที่ 11 ของเดือนซึ่งจะเป็นข้อมูลของเดือนก่อนPPI จะเป็นตัววัดราคาของสินค้าในมุมมองของการค้าส่งPPI ที่ไม่รวมพวกอาหารและพลังงานจะเรียกว่าCore PPI ซึ่งจะถูกจับตามองมากกว่าเพราะจะมีผลกับอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจาก PPI จะเป็นตัวที่ออกมาก่อน CPI หาก PPI มีค่าสูงมักจะทำให้ CPI มีค่าที่สูงตามไปด้วยดังนั้นการที่ PPI มีค่าสูงจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

12. Weekly Jobless Claims
ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน จะเป็นข้อมูลของสัปดาห์ปัจจุบันรวมถึงวันศุกร์ที่แล้วด้วยซึ่งจะบอกถึงการว่างงานโดยปกติจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้จากข้อมูลก่อนหน้าย้อนหลังไปราว ๆ 4 สัปดาห์ แล้วมาทำเป็นกราฟทั่วไปแล้วหากมีความเปลี่ยนแปลงเกิน 30,000 จะเป็นสัญญาณบอกถึงการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไป(อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลง) ตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นหมายถึงคนว่างงานที่มากขึ้นซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

13. Personal Income

รายได้ส่วนบุคคล วันที่ 5 ของการทำงานในแต่ละเดือน PersonalIncome เป็นตัววัดเกี่ยวกับรายได้ (ไม่สนว่าจะได้มาจากไหน เช่นพวกค่าเช่า, ได้มาจากรัฐ, เงินเดือน, ดอกเบี้ย หรืออื่น ๆ)โดยตัวนี้จะเป็นตัวชี้ถึงความต้องการในการบริโภคในอนาคต (แต่ไม่เสมอไปนะเพราะบางทีรายได้ที่มากขึ้น แต่คนอาจจะไม่จับจ่ายใช้สอยก็ได้) ตัวเลข PersonalIncome ที่สูงจะหมายถึงอำนาจในการซื้อและเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเศรษฐกิจน่าจะดีซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

14. Personal spending

รายจ่ายส่วนบุคคล วันแรกของการทำงานของเดือนซึ่งจะเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า Personal Spending จะเป็นตัวเลขเกี่ยวกับรายจ่ายของบุคคลการจับจ่ายที่ลดลงจะหมายถึงรายได้ที่ลดลง ซึ่งจะทำให้กระแสเงินโดยรวมลดลง(แต่ก็เช่นเดียวกับ Personal Income บางทีการจ่ายลดลงไม่ได้หมายถึงรายได้ที่ลดลงแต่อาจจะไม่อยากจะจับจ่ายก็เป็นได้) ตัวเลขการจับจ่ายที่มากขึ้นจะเป็นสัญญาณที่บ่งว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

15. BOE Rate Decision ( Bank Of England )

ประกาศตัวเลขอัตราดอกเบี้ยของประเทศต่าง ๆที่ไม่ใช่ US และ ECB จะทำให้ค่าเงินของประเทศนั้น ๆเปลี่ยนแปลงไป โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นโดยปกติการปรับอัตราดอกเบี้ยจะคำนึงถึง 2 อย่างคือ :-

-อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อาจจะอ่อนไปหรือแข็งไป)
– อัตราเงินเฟ้อและเงินฝืด

16. ECB Rate Decision ( Europe Central Bank )

ประกาศตัวเลขอัตราดอกเบี้ยของประเทศต่าง ๆที่ไม่ใช่ US จะทำให้ค่าเงินของประเทศนั้น ๆ เปลี่ยนแปลงไปโดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นโดยปกติการปรับอัตราดอกเบี้ยจะคำนึงถึง 2 อย่างคือ

-อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อาจจะอ่อนไปหรือแข็งไป)
– อัตราเงินเฟ้อ และเงินฝืด

17. Durable Goods order

ดัชนีชี้วัดถึงกิจกรรมการผลิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตวันที่ 26 ของเดือนซึ่งเป็นข้อมูลของเดือนก่อน โดยจะเป็นตัววัดปริมาณของการสั่งสินค้า การส่งสินค้าโดยจะเป็นตัววัดถึงภาคการผลิตซึ่งหากว่าเศรษฐกิจมีปัญหาจะส่งผลให้ปริมาณการสั่งสินค้าลดลงตัวนี้จะเป็นเหมือนตัวบอกถึง GDP และ PDE การที่ตัวเลข Durable GoodsOrders มีค่าที่มากขึ้น จะบ่งบอกถึงเศรษฐกิจที่ดีขึ้นซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

18. ISM Manufacturing Index ( Institute of SupplyManager )

ดัชนีภาคอุตสาหกรรมโรงงาน ออก ทุกวันแรกของการทำงานของเดือนซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า ตัวนี้จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงภาคการผลิตซึ่งรวบรวมข้อมูลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับ การสั่งซื้อสินค้าใหม่, การผลิต, การจ้างงาน, สินค้าคงคลัง, เวลาในการขนส่ง, ราคา, การส่งออก และการนำเข้าการที่ตัวเลข ISM มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะแสดงถึงเศรษฐกิจที่ดีและสามารถทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นได้ สถาบันการจัดการอุปทานของสหรัฐ (ISM)

19. Philadelphia Fed. Survey

ออก ราว ๆ วันแรกของการทำงานของเดือนซึ่งจะเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้าโดยการสำรวจนี้จะมองมุมกว้างในทิศทางของภาคการผลิต ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ร่วมกับ ISM ที่มองเป็นลักษณะของการผลิตเป็นตัวๆ ไป โดย Philadelphia Fed Survey จะบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของยุทธวิธีของผู้ผลิตประกอบด้วย ชั่วโมงการทำงาน, พนักงาน และอื่น ๆซึ่งตัววัดตัวนี้มีความสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจการที่ตัวเลขเพิ่มขึ้นจะทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น

20. ISM Non-Manufacturing Index

สถาบันจัดการอุปทานของสหรัฐ (ISM) ดัชนี้นอกภาคการผลิต ออก ราว ๆวันที่สามของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนซึ่งเป็นการสำรวจของกลุ่ม การเงิน, ประกันภัย, อสังหาริมทรัพย์, สื่อสาร และ ทั่วไป การที่ตัวเลขISM เพิ่มขึ้นหมายถึง demand ที่เพิ่มขึ้นและทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

21. Factory Orders

คำสั่งซื้อโรงงาน ออกราว ๆวันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน Factory Order เป็นการวัดการสั่งสินค้าทั้งหมดการสั่งสินค้าที่สูงหมายถึง demand ที่เพิ่มมากขึ้นซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

22. Industrial Production & CapacityUtilization

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ออกราว ๆ กลางเดือน เป็นข้อมูลย้อนหลัง 1 เดือนซึ่งเป็นตัววัดว่าการผลิตของอุตสาหกรรมได้ผลออกมาจริง ๆ เท่าไรการที่ตัวเลขออกมาสูงขึ้นหมายถึง demand ที่เพิ่มขึ้นมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

23. Non-Farm Productivity

การจ้างงานนอกภาคการเกษตร ออก ราว ๆ วันที่ 7 ของเดือนที่ 2 ของ ควอเตอร์เป็นข้อมูลของควอเตอร์ที่แล้วอันนี้เป็นตัววัดของผลงานของคนงานและต้นทุนในการผลิตของสินค้าในสถาวะที่เงินเฟ้อมีความสำคัญตัวเลขนี้ สามารถที่จะทำให้ตลาดเคลื่อนไหวได้โดยถ้าตัวเลขที่ลดลงสามารถบอกถึงอนาคตที่เปลี่ยนไป เช่นตัวเลข GDP ที่ดีแต่ถ้าตัวเลขนี้ขัดกันก็สามารถทำให้ตลาดมีผลกระทบได้ การที่ตัวเลข Non-FarmProductivity เพิ่มขึ้นหมายถึงการยืนยันในเรื่องของพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดีและส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

24. Current Account Balance
หมายถึง ดุลบัญชีเดินสะพัด คือ ผลรวมสุทธิของดุลการค้า และดุลบริการ รายได้และเงินโอน

25. Consumer Confidence ( Consumer Sentiment )

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (ConsumerConfidence Index) จะบออกว่าสำคัญมากและมากที่สุดทุกครั้งเมื่อเศรษฐกิจจะดีหรือแย่นั้น ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ก็จะเป็น indicator ตัวหนึ่งที่บอกได้อย่างดีที่มันมีความสำคัญก็เพราะว่า ทุกครั้งที่รัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ผลนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนจะต้องมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจที่ตนเผชิญอยู่ว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ไม่เช่นนั้นแล้ว การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินต่างๆมันจะไม่เป็นผลถ้าประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาลหรือระบบเศรษฐกิจแล้วว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นเงินที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าไปจะไร้ผล เงินในระบบจะไม่หมุนเวียนเนื่องจากคนจะลดการใช้จ่ายและชะลอการลดทุนในทางกลับกันถ้าประชาชนมีความเชื่อมั่นที่ดีแล้วเงินที่รัฐบาลอัดฉีดเข้ามาก็จะเกิดผลเพราะคนจะนำเงินที่ได้มาไปใช้จ่ายและลงทุนเงินในระบบก็จะเกิดการหมุนเวียนซ้ำไปซ้ำมา สร้างรายได้ การจ้างงานและสิ่งอื่นๆตามมาอีกอย่างมากมาย

26. NY Empire State Index – ( NewYork Empire Index )

ออกทุกสิ้นเดือนโดยเป็นการสำรวจจากผู้ผลิต หากตัวเลขมีค่ามากขึ้น จะทำให้ค่าเงินแข็งค่า

27. Leading Indicators

ดัชนีชี้นำภาวะเศรษฐกิจ หมายถึง ตัวแปรทางเศรษฐกิจต่างๆที่ปรับตัวล่วงหน้าก่อนตัวแปรอื่นๆ ซึ่งเป็นเครื่องชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจในอนาคตจะเป็นอย่างไร ตัวแปรทางเศรษฐกิจเช่นจำนวนชั่วโมงทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์ จำนวนทุนและโรงงานที่จดทะเบียนเปิดกิจการดัชนีราคาขายส่ง ดัชนีการลงทุน ปริมาณเงินหมุนเวียน เป็นต้นถ้าตัวแปรต่างๆเหล่านั้นเปลี่ยนไปในทางลดลงติดต่อกันหลายเดือนก็จะเป็นเครื่องชี้ได้ว่าภาวะเศรษฐกิจในช่วง 6–15 เดือนข้างหน้าจะหดตัวแต่ถ้าตัวแปรเหล่านั้นเปลี่ยนไปทางสูงขึ้นทุกเดือนติดต่อกันจะเป็นเครื่องชี้ได้ว่าภาวะเศรษฐกิจในช่วง6–15 เดือนข้างหน้าจะขยายตัวโดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้

-ดัชนีนำภาวะเศรษฐกิจ (Leading Indicators)

-ดัชนีชี้ภาวะเศรษฐกิจ (Coincidental Indicators)

-ดัชนีชี้ตามภาวะเศรษฐกิจ (Lagging Indicators)

28. Business Inventories

สินค้าคงเหลือ/คลัง ออกราว ๆ กลางเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการขายและสินค้าคงคลังจากภาคการผลิต การค้าส่ง และการค้าปลีกตัวเลขที่สูงขึ้นของ Business Inventory หมายถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งทำให้ค่าเงินแข็งค่า

29. IFO Business Index ( Institute of IFO inGermany )

ดัชนีภาคุรกิจ โดยสถาบัน IFO ประกาศในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนซึ่งจะเป็นข้อมูลเดือนก่อน ซึ่งเป็นตัวที่ดูเกี่ยวกับภาคธุรกิจของประเทศเยอรมันตัวเลขที่สูงหมายถึงเศรษฐกิจที่ดี จะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

30. ดัชนี PMI คือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ

31. Empire State Indexยอดค้าปลีกและดัชนีภาวะธุรกิจโดยรว

Comment

Comment:

Tweet